วันเสาร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2556

WWDC 2013 การกลับมาอีกครั้งของ APPLE

++++
หลังจาก Apple ประกาศวันจัดงาน WWDC ประจำปี 2013 พร้อมเปิดขายบัตรเข้าชมงานไปเมื่อคืนนี้ ปรากฎว่าเพียงแค่ 2 นาทีบัตรหมดเกลี้ยงซะแล้ว !! เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่างานนี้เป็นสิ่งที่คู่ควรกับเหล่านักพัฒนาแอพและซอฟต์แวร์ที่จะได้สัมผัส เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทีมวิศวกรของ Apple ด้วยความเป็น Apple นี้เองทำให้มีการจับตามองว่างานที่กำลังจะเกิดขึ้นจะมีสิ่งใดเซอร์ไพรส์วงการไอทีโลกหรือไม่
ต้องขอเกริ่นก่อนสำหรับผู้ที่ไม่รู้ว่างาน WWDC คืออะไร WWDC หรือชื่อเต็ม  “Apple Worldwide Developers Conference”งานชุมนุมของนักพัฒนาในเครือ Apple ไม่ว่าจะเป็นนักเขียนแอพ พัฒนาซอฟท์แวร์บน iOS, OS X  หรือ iCloud ที่จะมีโอกาสเข้าไปสัมผัส เรียนรู้นวัตกรรมใหม่ๆ หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับทีมวิศวกรของ Apple อีกทั้งยังเป็นเวทีสำหรับการแสดงนวัตกรรมใหม่ๆจาก Apple ด้วย สิ่งที่วงการไอทีต่างจับตามองงานครั้งนี้หนีไม่พ้นเรื่องของนวัตกรรมที่ตกเป็นข่าวมาตลอดโดยเฉพาะอุปกรณ์พกพาและซอฟต์แวร์สำหรับขับเคลื่อนการทำงานรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเวลากว่า 6 เดือนแล้วที่ Apple ไม่ได้ปล่อยฮาร์ดแวร์หรือซอฟต์แวร์รุ่นใหม่เป็นการทิ้งช่วงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่นานกว่าทุกครั้งที่ผ่าน ฉะนั้นมีที่ความเป็นไปได้สูงที่สิ่งแรกที่จะได้เห็นในงานนี้คือซอฟต์แวร์หรือระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่อย่าง iOS กับ OS X
การมาของ iOS กับ OS X รุ่นใหม่จะเป็นการยกระดับประสิทธิภาพการใช้งานให้สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง iOS บน iPhone กับ iPad ในเวอร์ชั่นที่เรียกกันไปก่อนแล้วว่า iOS 7 อยู่ภายในกำมือของ Jonny Ive ผู้ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าอย่างเต็มตัว พร้อมขนทีมงาน OS X มาช่วยกันออกแบบด้วย ซึ่งลือกันว่า iOS 7 จะมาในลักษณะของความเรียบง่าย แต่เป็นสิ่งใหม่แบบยกชุด
แม้ Tim Cook จะประกาศชัดเจนว่าในช่วงนี้จะไม่มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่จนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งซอฟต์แวร์ใหม่ที่กำลังจะมาถึงจะเป็น "ก้าวแรกในปีแห่งความคาดหวัง" ที่จะชี้นำไปสู่ผลิตภัณฑ์ใหม่และยังเป็นการเรียกความเชื่อมั่นจากทั้งนักลงทุน และผู้บริโภค หากก้าวแรกนำมาซึ่งเสียง "ว้าว" ได้ ก็แทบได้ใจไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วนก้าวต่อไปจะเป็นการโชว์นวัตกรรมที่แท้จริง ! หรือเป็นเพียงผลิตภัณฑ์ที่ทำตามกระแสตลาดเรื่องนี้ก็น่าลุ้นไม่น้อย แต่สำหรับงาน WWDC ในเดือนมิถุนายน Apple จะหักมุมด้วยการเปิดตัวอะไรที่สร้างเซอร์ไพรส์หรือไม่คงต้องตามดูกันอย่างใกล้ชิด
งาน WWDC 2013 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-14 มิถุนายน นี้ ที่ Moscone West ใน San Francisco ประเทศสหรัฐอเมริกา ใครที่ชื่นชอบ สนใจ และอยากเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ

Credit
ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

ผลการเปรียบเทียบ ชี้ จอ iphone 5 กับ galaxy s4 คุณภาพเท่ากัน


การทดสอบจอของ iPhone 5 และหน้าจอ Galaxy S4 โดยการเทียบแสดง โดยDisplayMate ผู้เชี่ยวชาญการทดสอบได้กล่าวว่าหน้าจอทั้ง 2 มีคุณภาพเท่ากัน


จากตารางจะเห็นว่า iphone 5 ถึงจะออกมาก่อนถึง 6 เดือน แต่คุณภาพของจอยังอยู่ในระดับเดียวกับ Galaxy S4 ที่มีจอที่ใหญ่กว่าและ ความละเอียดเยอะกว่า

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

มารู้จัก ระบบเซ็นเซอร์ ของ Galaxy S4 กัน



สำหรับ galaxy s4 ก็ประกอบไปด้วย sensor มากมายที่ทำให้ตัวเครื่องมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนอกจากนั้น สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ ระบบเซ็นเซอร์ ที่มีมาให้ถึง 9 แบบด้วยกัน

Gesture Sensor – Air Gesture เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการตรวจจับการเคลื่อนไหว สามารถใช้งานได้โดยง่ายเพียงแค่โบกมือไปมาเท่านั้น อาศัยการทำงานของรังสีอินฟาเรด
 
Proximity Sensor – Direct Call เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการตรวจวัดระยะห่างของผู้ใช้งานกับตัวเครื่อง ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้สามารถยกโทรศัพท์มาแนบหูแล้วสามารถโทรออกได้ทันที
 

Gyro Sensor – Smart Rotation เป็นเซ็นเซอร์ที่ตรวจจับการหมุนของตัวเครื่อง ช่วยให้สามารถหมุนภาพที่แสดงผลบนหน้าจอของ ซัมซุงกาแล็คซี่ เอส 4 เป็นแนวเดียวกับที่ผู้ใช้ถืออยู่
 
Accelerometer S Health – Walking Mate เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการตรวจจับการเดิน สามารถตรวจวัดการเคลื่อนไหวได้ทั้งในแนวแกน x, y, z เหมาะสำหรับผู้ที่รักการออกกำลังกายเป็นอย่างยิ่ง
 
Geomagnetic Sensor – Digital Compass MAP เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการตรวจวัดสนนมแม่เหล็ก หรือ เรียกง่ายๆว่า เข็มทิศดิจิตอล นั่นเอง
 
Temperature / Humidity Sensor – S Health: Comfort Level เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการตรวจวัดอุณหภูมิ ความชื้นสัมพัทธ์
 
Barometer S Health – Walking Mate เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการวัดความกดอากาศ ณ จุดที่ผู้ใช้ยืนอยู่
 

Hall Sensor – S View Cover เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการตรวจสอบการเปิด-ปิด ของ ฝาปิดหน้าจอ


RGB Light Sensor – Samsung Adapt Display เป็นเซ็นเซอร์สำหรับวัดแสง เพื่อใช้ในการปรับความสว่างของหน้าจอให้เหมาะสมตามสภาพแสงนั้นๆ
 
Smart Pause เป็นเซ็นเซ็อร์ที่ใช้ในการตรวจจับสายตาของผู้ใช้งาน ว่าได้ละออกจากหน้าจอหรือไม่ ถ้าหากผู้ใช้มองไปทางอื่น เซ็นเซอร์จะสั่งให้วิดีโอที่ชมอยู่หยุดชั่วคราวโดยอัตโนมัติ
 
Smart Scroll เป็นเซ็นเซอร์ที่ใช้ในการตรวจจับสายตาของผู้ใช้งาน โดยเซ็นเซอร์จะสั่งให้มีการเลื่อนหน้าขึ้นลงอัตโนมัติ ตามสายตาของผู้ใช้

ซัมซุงบอก 4 คอร์ หรือ 8 คอร์ มันก็เหมือนกัน



ผู้ใช้งาน samsung galaxy s4 จะไม่ได้ใช้ samsung galaxy s4 ที่มี 8 คอร์ แต่จะได้รุ่นที่มี 4 คอร์ไปแทน
โดย samsung กล่าวว่า galaxy s4 ทั้ง 2 รุ่นมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน โดย Ssamsung ยังกล่าวอีกว่าลูกค้าส่วนใหญ่ไม่แคร์เรื่องจำนวนคอร์ของ Galaxy S4 หรือบางคนก็ไม่รับรู้ด้วยซ้ำ และบริษัทเองก็พยายามเลือกหน่วยประมวลผลให้ได้ประสบการณ์ที่ไม่ต่างกันมากอยู่แล้ว โดย version ที่วางขายทั่วโลกจะใช้
Samsung Exynos 5410 รายละเอียดคลิกที่นี่(http://www.firefoxphoneguide.info/2013/03/exynos-5410-galaxy-s4.html) ส่วน version ที่วางขายใน USA จะใช้ Qualcomn Snapdragon 600 ทำการ overclocked ไปที่ 1.9 Ghz แทน เหตุผลที่ Galaxy S4 มีหน่วยประมวลผลที่แตกต่างกัน เนื่องจากการกระจายแหล่งผลิตชิปเพื่อตอบสนองความต้องการซื้อที่ผู้ผลิตรายเดียวอาจทำไม่ทัน รวมไปถึงการกระจายความเสี่ยงอื่นๆ จากการใช้งานหน่วยประมวลผลเพียงรุ่นเดียวนั่นเอง

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

iPhone 5S อาจเจอพิษของโรคเลื่อน !!





สำนักข่าว Telegraph ได้เผยข้อมูลที่ได้รับมาจากแหล่งข่าวในไต้หวันว่าแอปเปิ้ลกำลังมีความพยายามที่จะหาวัสดุเคลือบผิวสำหรับไอโฟนรุ่นใหม่ที่ไม่รบกวนการทำงานของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ ด้วยเหตุนี้ก่อให้เกิดความล่าช้าในขั้นตอนการผลิตส่งผลให้การเปิดตัวนั้นต้องช้าขึ้นไปอีก แถมยังทำให้มีความกังวลมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ถือหุ้นของแอปเปิ้ลที่เกรงว่า ความล่าช้าในการเปิดตัวไอโฟนรุ่นใหม่ (iPhone 5S) จะยิ่งทำให้กำไรของแอปเปิ้ลลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวจากไต้หวันยังให้ข้อมูลอีกว่าแอปเปิ้ลได้มีการพัฒนารูปแบบของไอโฟนที่มีราคาถูกกว่า (iPhone low cost) ด้วยหน้าจอขนาด 4 นิ้วเท่ากับไอโฟน 5 บอดี้เครื่องทำด้วยพลาสติก ซึ่งจะช่วยดึงดูดความสนใจจากผู้มีรายได้น้อยในตลาดใหญ่อย่างประเทศจีนและอินเดีย รวมถึงเป็นการกระตุ้นให้ราคาหุ้นของแอปเปิ้ลที่ดิ่งลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ให้ทะยานขึ้นสูงอีกครั้ง

ทั้งนี้เซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่คาดกันว่าจะมาพร้อมกับไอโฟน 5S ด้วยนั้น นาย Ming-Chi Kuo นักวิเคราะห์จาก KGI ผู้ที่ให้คำวิเคราะห์ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุดได้เคยบอกไปก่อนหน้านี้ว่า จากการที่แอปเปิ้ลซื้อ AuthenTec บริษัทผู้ผลิตเทคโนโลยีเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาเมื่อปีก่อน มันน่าจะเป็นการนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาติดตั้งอยู่ใต้ปุ่มโฮมสำหรับความปลอดภัยในการเข้าใช้งาน

สุดท้ายแล้วไอโฟน 5S จะทันกำหนดเปิดตัวในเดือนมิถุนายนนี้หรือเปล่า หรือจะเป็นไอโฟนต้นทุนต่ำ (iPhone low cost) ที่จะชิงเปิดตัวไปก่อน น่าติดตามเป็นอย่างยิ่งครับ

Credit :  

ปุ่ม Start จะคืนสู่ Windows 8.1




เป็นที่จับตามองยิ่งนักจากผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ทั่วโลก และน่าจะรวมถึงพันธมิตรของไมโครซอฟท์ที่อยากเห็นการปรับปรุง Windows 8 พร้อมๆกับการกลับมาของปุ่ม Start ส่วนหนึ่งของวินโดว์สที่เสมือนมนต์เสน่ห์ที่คอยพาผู้ใช้ไปยังเมนูต่างๆบนเครื่องคอมพิวเตอร์ การมาของ Windows 8 ไมโครซอฟท์หวังที่จะนำประสบการณ์ใหม่ๆที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพบนหน้า Start Screen ในดีไซน์ที่เรียกว่า Metro UI สอดรับกับพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ที่เปลี่ยนแปลงไป ดังนั้นปุ่ม Start แบบเดิมจึงถูกตัดออกไปแล้วเปลี่ยนวิธีการเรียกใช้งานใหม่ ด้วยลูกเล่นที่มากับวิธีการเรียกใช้งานใหม่แสดงให้เห็นแล้วว่ามันไม่เวิร์ค แม้ไมโครซอฟท์จะพยายามอธิบายข้อดีถึงการใช้ Windows 8 ที่ไม่มีปุ่ม Start ก็ตาม จากจุดนี้เองที่ทำให้ผู้ใช้จำนวนมากรู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถปรับตัวเข้ากับ Windows 8 ที่ไม่มีปุ่ม Start ได้ จึงได้มีการโหลดโปรแกรมเสริมที่เรียกว่า Pokki มาติดตั้งเพื่อให้มีปุ่ม Start มาใช้งานได้เหมือนเดิม


จากท่าทีที่มีทั้งเสียงตอบรับและไม่พึงประสงค์ใน Windows 8 ของผู้ใช้และพันธมิตรผู้ร่วมผลิตฮาร์ดแวร์ให้กับไมโครซอฟท์ ซึ่งเสียงที่พูดกันในแง่ลบจึงเป็นเหตุผลที่น่าจะพอให้ไมโครซอฟท์นำปุ่ม Start กลับมาใน Windows 8.1 โดยในซอร์สโค้ดของตัวทดลองที่หลุดมาก่อนหน้านี้มีผู้ค้นพบไฟล์หนึ่งเข้า (TwinUI.dll) ซึ่งไฟล์นี้เองทำให้เกิดกระแสว่า Windows 8.1 จะมีตัวเลือกที่สามารถบูตเข้าไปยังหน้าเดสก์ทอปได้โดยไม่ผ่านหน้า Start Screen แถมการรีเทิร์นของปุ่ม Start ด้วย


สุดท้ายแล้วการอัพเดต Windows 8 สู่เวอร์ชั่นใหม่จะทำให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์และแท็บเล็ตได้ชื่นใจกับการกลับมาของปุ่ม Start ตามที่หวังไว้หรือไม่ ปลายปีนี้ไมโครซอฟท์จะทำได้อย่างที่หวังหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไปล่ะครับ







Credit : ARIP

Samsung ประกาศราคา Galaxy S4 ในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว




Samsung ประกาศราคาในไทยสำหรับ Galaxy S4 อย่างเป็นทางการแล้วที่ 21,900 บาท และเริ่มขายวันที่ 3 พฤษภาคมนี้ ด้วยราคาและเวลาวางขายจะแทบชนกับ HTC One โดยวางขายก่อนหน้าหนึ่งสัปดาห์พอดีและราคาเท่ากัน ถึงตรงนี้คงเป็นสงครามแอนดรอยด์รุ่นใหม่ประจำปีอีกครั้ง

โทรศัพท์รุ่นนักพัฒนาสำหรับ Firefox OS ขายหมดแล้วภายใน 1 ชม.


Spec ของโทรศัพท์ทั้ง 2 รุ่น สามารถติดตามได้ที่นี่

http://firefoxosguide.blogspot.com/2013/04/spec-firefox-phone_23.html


Keon Spec

  • cpu : Qualcomm S1 Cortex A5 1Ghz 
  • vga : Unknown
  • ram : 4 GB ROM + MicroSD, 512 MB RAM
  • camera : 3 MP Back camera
  • other : Wifi N, BT, Radio FM, GPS, and a 1580 mAh battery.
ราคา  €91 plus taxes. หรือประมาณ 3690 บาท

Peak Spec

  • cpu : Snapdragon S4 DualCore 1.2Ghz 
  • vga : Unknown
  • ram : 4 GB ROM + MicroSD, 512 MB RAM
  • camera : 8 MP back-face camera with integrated flash, a 2 MP front-face camera,
  • other : Wifi N, BT, Radio FM, GPS, and a 1800 mAh battery.
ราคา €149 plus taxes. หรือประมาณ 5600 บาท


TheNextWeb รายงานในรายละเอียดโพสต์เมื่อวานนี้ว่า Geeksphone กำลังเล็งที่จะสามารถตอบสนองคำสั่งในอัตราประมาณ 5,000 ต่อวันและ Geeksphone เผยให้เห็นว่า บริษัท ทำงานอย่างหนักเพื่อ ผลิตโทรศัพท์มือถือมากขึ้นและขายอีกครั้งก่อนสุดสัปดาห์นี้

มันยากที่จะเชื่อว่า Firefox OS จะประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีในช่วงการพัฒนา

วันอังคารที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2556

Spec Firefox Phone รุ่นต่างๆ

ZTE OPEN




Spec
  • cpu : Qualcomm Snapdragon MSM7225A SoC
  • vga : Aderno 200
  • ram : 512 MB
  • camera : 3.2 Megapixel
  • other : 3.5-inch, HVGA capacitive touchscreen, 3.2 megapixel fixed focus rear camera, 512MB of storage memory and 256MB of RAM, Wi-Fi 802.11a/b/g/n, Bluetooth 2.1 + EDR, GPS, FM Radio and a 1,200mAh battery

Alcatel One Touch Fire



  • cpu : single-core 1GHz Qualcomm processor
  • vga : Unknown
  • ram : 256 MB
  • camera : 3.2 Megapixel
  • other : 3.5-inch, HVGA capacitive touchscreen, 3.2 megapixel fixed focus rear camera, 512MB of storage memory and 256MB of RAM, Wi-Fi 802.11b/g/n, Bluetooth 2.1 + EDR, GPS, FM Radio and a 1,400mAh battery

Keon AND Peak


Keon Spec

  • cpu : Qualcomm S1 Cortex A5 1Ghz 
  • vga : Unknown
  • ram : 4 GB ROM + MicroSD, 512 MB RAM
  • camera : 3 MP Back camera
  • other : Wifi N, BT, Radio FM, GPS, and a 1580 mAh battery.
ราคา  €91 plus taxes. หรือประมาณ 3690 บาท

Peak Spec

  • cpu : Snapdragon S4 DualCore 1.2Ghz 
  • vga : Unknown
  • ram : 4 GB ROM + MicroSD, 512 MB RAM
  • camera : 8 MP back-face camera with integrated flash, a 2 MP front-face camera,
  • other : Wifi N, BT, Radio FM, GPS, and a 1800 mAh battery.
ราคา €149 plus taxes. หรือประมาณ 5600 บาท



วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

Firefox OS เปิดตัว โทรศัพท์สำหรับนักพัฒนาแล้ว เปิดขายอาทิตย์หน้า !


ทาง Geeksphone ได้ส่งอีเมลแจ้งยังผู้ที่สนใจและลงทะเบียนรับข่าวสาร เกี่ยวกับโทรศัพท์สำหรับนักพัฒนาดังกล่าวแล้ว

โดยแบ่งเป็น 2 รุ่นคือ

Keon

Keon Spec

cpu : Qualcomm S1 Cortex A5 1Ghz
vga : Unknown
ram : 4 GB ROM + MicroSD, 512 MB RAM
camera : 3 MP Back camera
other : Wifi N, BT, Radio FM, GPS, and a 1580 mAh battery.ราคา €91 plus taxes. หรือประมาณ 3690 บาท

Peak

Peak Spec

cpu : Snapdragon S4 DualCore 1.2Ghz
vga : Unknown
ram : 4 GB ROM + MicroSD, 512 MB RAM
camera : 8 MP back-face camera with integrated flash, a 2 MP front-face camera,
other : Wifi N, BT, Radio FM, GPS, and a 1800 mAh battery.
ราคา €149 plus taxes. หรือประมาณ 5600 บาท





สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูต่อได้ที่ http://firefoxosguide.blogspot.com/p/blog-page.html




วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2556

หลุด Windows 8.1 เพิ่มแอพจัดการไฟล์แบบ Metro, ปรับปรุงระบบ Multitasking ,ฟังชั่นปิดการใช้งานหน้า Start Screen ได้



ดูเหมือนจะมีอีกหนึ่งอัพเดทใหม่ของ Windows Blue ที่อาจจะทำให้ใครหลายคนที่ถนัดกับการใช้งานระบบ Windows แบบเดิมๆที่ผ่านมามากกว่า นั่นก็คือการเข้าใช้งานโหมด Desktop ได้โดยตรงเลย โดยที่ไม่จำเป็นต้องผ่านหน้า Start Screen ก่อน ซึ่งตั้งแต่ Microsoft ได้เปลี่ยนแปลงระบบแบบนี้มาตอนที่ได้ทำการเปิดตัวระบบ Windows 8 ก็ถือว่าเป็นจุดที่ทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนี้ จนหลายคนที่เคยใช้งาน Windows มาตลอด ถึงกับงงๆกันไปพักนึงทีเดียว ถึงวิธีการใช้งานแบบใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม



สำหรับการอัพเกรด Windows Blue ใหม่ที่จะมาถึง อาจจะทำการเพิ่มตัวเลือกใหม่ขึ้นมาให้ปรับแต่งเอาเจ้าหน้า Start Screen ดังกล่าวที่ว่านี้ออกไป เพราะมีรายงานว่ามีการพบโค้ดภายตัวซอฟท์แวร์ชุดใหม่นี้ ในไฟล์ twinui.dll ของตัวระบบ มีเหมือนจะเป็นการปิดระบบหน้า Start Screen ได้ และเมื่อทำการปิดแล้ว ตัวระบบก็จะสลับเข้าสู่หน้า Desktop แบบอัตโนมัติเลย ซึ่งฟังชั้นที่ว่านี้ยังไม่มีให้เห็นหรือใช้งานในระบบ Windows 8 ตัวปัจจุบัน หรือมีรายงานวาจะมีใน Windows 8.1



ขณะที่ระบบ multitasking ในรุ่นนี้นอกจากรองรับการเปิดแอพบนโหมด Metro มากขึ้น (พบใน build ก่อนหน้านี้) ยังสามารถเลือกได้ว่าจะเปิดให้สลับกับแอพที่ใช้งานอยู่หรือไม่ และจะใช้ฟีเจอร์ snap จากขอบจอหรือไม่

นอกจาก 2 ฟีเจอร์หลัก ๆ ที่เพิ่มมาใน build นี้แล้ว ยังเพิ่มความสะดวกสำหรับคนที่ใช้เมาส์และคีย์บอร์ดด้วยการเพิ่มปุ่มแสดงแอพทั้งหมดไว้ด้านล่างซ้ายมือ, ระบบแสดงแอพที่ใช้งานล่าสุดและแถบค้นหาในหน้าแอพทั้งหมด, ระบบถ่ายภาพขณะอยู่ในหน้าจอ lock screen

น่าแปลกที่ใน build นี้กลับไม่มีตัวเลือกให้บูตไปยังหน้าเดสก์ท็อปและเพิ่มปุ่ม Start แต่อย่างใด



วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

Google Glass เผยสเป็คแล้วคาดส่งได้ในเดือนนี้



เว็บไซต์ TechCrunch รายงานว่า กูเกิลส่งอีเมลถึงผู้ที่สั่งซื้อ Google Glass ไปก่อนหน้านี้ว่าจะทยอยส่งมอบชุดแว่นตาล็อตแแรกในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ในขณะเดียวกับกูเกิลก็ได้เผยสเปคของแว่น ดังนี้
แป้นจมูกปรับได้ (กูเกิลระบุุว่าการปรับแป้นจมูกได้นี้ทำให้แว่นตาเหมาะกับทุกรูปหน้าผู้สวมใส่) นอกจากนั้นในชุดจำหน่ายยังมีแป้นจมูก 2 ขนาดแถมมาด้วย

  • หน้าจอความละเอียด 640x360 พิกเซล (กูเกิลระบุว่าความละเอียดนี้เทียบเท่าหน้าจอความละเอียด HD ขนาด 25 นิ้ว ที่อยู่ห่างจากผู้ใช้ราว 8 ฟุต)
  • กล้อง 5 ล้านพิกเซล รองรับการถ่ายวีดิโอที่ HD 720p
  • หน่วยความจำภายใน 16 กิกะไบต์ ใช้ได้จริง 12 กิกะไบต์
  • รองรับไวไฟ 802.11b/g และบลูทูธ
  • ปล่อยสัญญาณเสียงให้ผู้สวมใส่ผ่านกระดูกสู่หูส่วนใน ตามข่าวก่อนหน้านี้
  • ซิงค์ข้อมูลผ่าน "Google cloud storage" (เว็บไซต์ The Verge เข้าใจว่าเป็น Google Drive)
  • แบตเตอรี่อยู่ได้หนึ่งวันตามการใช้งานปกติ
  • ชาร์จไฟผ่านพอร์ต Micro USB

นอกจากนั้นจะมีแอพ MyGlass สำหรับเชื่อมต่อกับ Google Glass เพื่อรับส่ง SMS และใช้ GPS แอพนี้สำหรับ Android 4.0.3 (Ice Cream Sandwich) ขึ้นไป

กูเกิลยังปล่อยเอกสาร Mirror API (ชุด API สำหรับเขียนบริการสำหรับ Google Glass) ทั้งการพัฒนาบนภาษาไพธอนและจาวา นอกจากนั้นกูเกิลยังระบุว่านักพัฒนาจะต้องปล่อยแอพผ่านช่องทาง Google Mirror API Client เท่านั้น ห้ามนักพัฒนาปล่อยแอพผ่านช่องทางอื่น และห้ามมีโฆษณาและเรียกเก็บเงินเพื่อดาวน์โหลดหรือเข้าถึงแอพจากผู้ใช้แว่นตา เว็บไซต์ The Verge ตั้งข้อสังเกตว่าเงื่อนไขนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ทุกเมื่อ แต่อย่างน้อยที่สุด ณ เวลานี้แอพสำหรับ Google Glass ก็น่าจะเป็นของฟรีกันทั้งหมด

วันอังคารที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2556

Mozila จะเปิดตัว Firefox OS ในอีก 5 ประเทศ ! อเมริการอปี 2014

Mozila จะเปิดตัว Firefox OS ในอีก 5 ประเทศ !

Mozila จะเปิดตัว Firefox OS ในอีก 6 เดือนข้างหน้า ใน 5 ประเทศ ได้แก่
เวเนซุเอล่า โปแลนด์ บราซิล โปรตุเกส สเปน ส่วน Firefox OS จะเปิดตัวใน อเมริกาจริงๆปี 2014

Kovacs เน้นว่าเป้าหมายของ Firefox OS คือสร้าง ecosystem ของเว็บแอพบนมือถือในระยะยาว ซึ่งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์เวอร์ชันแรกจะยังไม่บูมในวงกว้าง แต่จะค่อยๆ พัฒนาขึ้นตามระยะเวลาในอนาคต

วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2556

เปิดตัว HTC First มาพร้อม Facebook Home UI


HTC First คือ Facebook Phone จากทาง Facebook นั่นเอง



พร้อมกับการเปิดตัว Facebook Home ในวันนี้ Facebook ได้จับมือกับ HTC เปิดตัวสมาร์ทโฟนรุ่นใหม่ในชื่อ HTC First ที่พรีโหลด Facebook Home มาให้แต่แรก


สเปคของ HTC First จัดว่าอยู่กลางๆ ค่อนไปทางล่างของสมาร์ทโฟนในปัจจุบัน ไล่ได้ดังนี้ครับ

หน้าจอขนาด 4.3" ความละเอียด 720p

ซีพียูดูอัลคอร์ Snapdragon 400 ไม่ทราบความถี่, แรม 1GB

รัน Android 4.1 Jelly Bean ใช้ Facebook Home เป็นโฮมสกรีนหลัก แต่ก็เปลี่ยนไปใช้ Sense 4.1 ได้

กล้องหลัง 5 เมกะพิกเซล กล้องหน้า 1.6 เมกะพิกเซล

รองรับ LTE

ทางฝั่งซอฟต์แวร์นั้น HTC First จะพรีโหลดตัว Facebook Home มาให้ ซึ่งตรงนี้เอง First จะได้เปรียบมือถือรุ่นอื่นที่ลงตัวแอพผ่าน Play Store ตรงที่สามารถอินทิเกรทเข้ากับระบบแจ้งเตือนได้ดีกว่า (แต่ก็ยังไม่บอกว่าดีกว่ายังไง)

ทางด้านหน้าตาตัวเครื่องออกแบบมาเรียบมาก ทั้งด้านหน้าและหลัง รวมถึงมีสีให้เลือกถึงสี่สีดำ ขาว ฟ้า และแดง


สำหรับ Spec เต็มๆของเจ้าตัวนี้ครับ


HTC First specifications

Processor: Qualcomm Snapdragon 400 dual-core
RAM: 1GB
Display: 4.3-inch LCD, 720p
Camera: 5MP rear, 1.6MP front
Connectivity: Bluetooth, WiFi, GPS
Four color options: red, blue, white, black
4G LTE
Android 4.1 Jelly Bean + HTC Sense 4.1 + Facebook Home







วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

บทวิเคราะห์ Galaxy S4 พลาสติกก๊อบแก๊บบุกอเมริกา




Credit : Blognone.com

หน้าตาและการออกแบบ



สิ่งที่ซัมซุงถูกวิจารณ์มากที่สุดคงเป็น "หน้าตา" ของ Galaxy S4 ที่เหมือนกับ Galaxy S III มากจนแยกลำบาก ซึ่งทางผู้บริหารของซัมซุงก็ตอบโจทย์ว่าเป็นความจงใจที่อยากใช้ "แพลตฟอร์มการออกแบบ" ของ S III ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก


จากที่ผมลองไปสัมผัสเครื่องจริงมา หน้าตาเหมือนเดิม วัสดุดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้น "หรูหรา" แบบเดียวกับ iPhone 5 หรือ HTC One อยู่ดี และนี่จะเป็นจุดอ่อนให้ซัมซุงถูกวิจารณ์ว่าเป็น "พลาสติกก๊อบแก๊บ" อยู่ต่อไป


ในแง่การตลาด คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงเป็นผู้ซื้อ S4 บางกลุ่มที่รู้สึกว่า "ไม่ต่างอะไรกับ S III เลย" เวลาถือโชว์ไปมา (ซึ่งเราปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผู้ใช้จำนวนหนึ่งที่เลือกโทรศัพท์ด้วยปัจจัยนี้) ทั้งๆ ที่ซื้อมือถือระดับเรือธงราคาแพง ประเด็นนี้แอปเปิลเข้าใจเป็นอย่างดี และเลี่ยงปัญหาเรื่อง "ความคาดหวัง" ว่ามือถือจะหน้าตาเปลี่ยนไปจากเดิมโดยตั้งชื่อรุ่นให้รู้สึกเสมือนเป็น minor change แทน


ถามว่าโดยส่วนตัวผิดหวังไหม ก็ตอบตามตรงว่าผิดหวังครับ แต่ถ้าถามว่าการออกแบบนี้มีผลอะไรกับยอดขายของ S4 หรือไม่ ผมประเมินว่าคงมีแหละ แต่ไม่น่าจะเยอะอย่างที่คาดกัน สุดท้ายแล้ว S4 น่าจะขายดีมากๆ ด้วยปัจจัยที่จะกล่าวถึงต่อไป

ฮาร์ดแวร์



ถ้าดูตามสเปก ฮาร์ดแวร์ของ S4 พัฒนาขึ้นจาก S III เกือบทุกด้าน ซีพียูใหม่และเร็วขึ้น หน้าจอละเอียดและใหญ่ขึ้น (ภายใต้ขนาดเครื่องที่เล็กลงจากเดิมนิดหน่อย) แบตเตอรี่เยอะขึ้น กล้องความละเอียดขึ้น


แต่ทั้งหมดที่ว่ามา มันเป็น "วิวัฒนาการ" ที่เพิ่มขึ้นตามระยะเวลา และเป็นสิ่งที่ทุกคนคาดเดาได้ ในแง่ความน่าตื่นเต้นคงมีไม่เยอะนัก (ที่ผมว่าใหม่จริงๆ คือเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิและความชื้น ซึ่งก็คงไม่ใช่ประเด็นสำคัญอยู่ดี)


อย่างไรก็ตาม ถ้าดูพัฒนาการของวงการสมาร์ทโฟนในภาพรวม เราจะเห็นว่าฝั่งฮาร์ดแวร์เองก็ไม่มีอะไรใหม่แบบก้าวกระโดดเหมือนกับ 3-4 ปีก่อนหน้านี้แล้ว ถ้าเราย้อนไปดูสมาร์ทโฟนตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา อัตราของนวัตกรรมฝั่งฮาร์ดแวร์เติบโตเร็วมากอย่างน่าอัศจรรย์ จนไม่น่าจะเหลือที่ว่างให้กับนวัตกรรมด้านฮาร์ดแวร์อีกสักเท่าไรนัก


เมื่อเกือบหนึ่งปีก่อน ผมเขียนบทวิเคราะห์ Samsung Galaxy S III โดยใช้พาดหัวว่า เมื่อนวัตกรรมย้ายไปอยู่บนซอฟต์แวร์ทิศทางนี้ยิ่งแจ่มชัดขึ้นใน Galaxy S4 ซึ่งประเด็นนี้จะกล่าวถึงต่อไปในหัวข้อเรื่องซอฟต์แวร์


ฟีเจอร์ด้านฮาร์ดแวร์อย่างเดียวที่ผมยังเห็นว่าพัฒนาต่อไปได้อีกพอสมควรคือ "กล้อง" ซึ่งในรอบ 1-2 ปีที่ผ่านมา เราเห็นตัวอย่างจาก Nokia 808 PureView และ Lumia 920 ว่าถ้าตั้งใจทำจริงๆ มันก็มีของเจ๋งๆ ออกมาให้ใช้กัน (ทั้ง iPhone 5 และ HTC One ก็พยายามบุกไปในทางนี้ด้วย เพียงแต่โนเกียทำได้เด่นกว่า) ในขณะที่ S4 แทบไม่มีนวัตกรรมเรื่องฮาร์ดแวร์กล้องเลย ถือเป็นประเด็นย่อยๆ ที่น่าผิดหวังอยู่บ้าง
ซอฟต์แวร์และบริการ


งานเปิดตัว S4 เต็มไปด้วยการโชว์ฟีเจอร์ด้านซอฟต์แวร์ที่หลากหลาย ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ว่าบางอย่างไม่ใช่ของใหม่ (เช่น S Voice Drive หรือ S Translate) และบางอย่างอาจใช้ประโยชน์จริงไม่ได้ (เช่น Smart Scroll)


ถ้าลองวิเคราะห์กันดู แรงจูงใจของซัมซุงกับเรื่องซอฟต์แวร์มีหลายประการ ดังนี้


1) สร้างระบบของตัวเองที่ไม่พึ่งพากูเกิล



สำหรับบริษัทใหญ่ขนาดซัมซุงที่ขายมือถือหลักร้อยล้านเครื่องต่อปี การที่ไม่สามารถควบคุมระบบปฏิบัติการได้เองถือเป็นจุดอ่อนสำคัญ (ดูตัวอย่าง Lumia สิครับว่าผลเป็นอย่างไร) ซัมซุงใช้ยุทธศาสตร์สองขาแก้ปัญหานี้ โดยทางหนึ่งไปซุ่มทำระบบปฏิบัติการเองเผื่อไว้ (Bada/Tizen) และอีกทางหนึ่งก็พยายามลดอิทธิพลหรือการพึ่งพากูเกิลลง


ยุทธศาสตร์ขาที่สองของซัมซุงเหมือนกับที่อเมซอนทำกับ Kindle Fire นั่นคือ "ขอยืม" เพียงแค่ระบบปฏิบัติการและแพลตฟอร์มแอพจากกูเกิล แต่สร้างบริการต่อยอดที่เหลือทั้งหมดด้วยตัวเอง การที่ซัมซุงหรืออเมซอนทำร้านขายเนื้อหาหรือแอพนำทางเอง แทนที่จะต้องผูกตัวกับ Play Store หรือ Google Maps จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก และ S4 ก็แสดงให้เห็นทิศทางนี้ที่ชัดเจนมากๆ



2) สร้างประสบการณ์การใช้งานสำเร็จรูป



แอพหลายตัวที่ซัมซุงโชว์ในงานแถลงข่าว คนอื่นทำกันมาเยอะแล้ว หาดาวน์โหลดได้ทั่วไปตามช่องทางดาวน์โหลดแอพบนแพลตฟอร์มต่างๆ


แต่ผู้อ่าน Blognone น่าจะทราบกันดีว่า ผู้ใช้สมาร์ทโฟนอีกจำนวนมาก "ไม่สนใจโหลดแอพ" ต่อให้เป็นแอพฟรีก็ตาม เนื่องจากเวลาในการศึกษาและเรียนรู้แอพถือเป็นต้นทุนที่ต้องจ่าย


ซัมซุงจึงใช้แนวทางเดียวกับแอปเปิลนั่นคือ "ผนวก" แอพที่คิดว่าจำเป็นมาให้เลยเสร็จสรรพ เพื่อหวังว่าจะสร้างประสบการณ์ใช้งานแบบสำเร็จรูป ชนิดว่าซื้อเครื่องมาเปิดครั้งแรกแล้วใช้ได้ทันที (ซึ่งจะใช้ดีจริงหรือไม่ก็เป็นเรื่องที่ต้องถกกันต่อไป)


3) ซอฟต์แวร์มีส่วนช่วยต่อการตลาด



ฟีเจอร์หวือหวาบางตัวอย่าง Sound and Shot, Smart Scroll/Pause, Air View, Group Play อาจใช้งานไม่ได้จริง (ซึ่งต้องดูกันที่รีวิวละเอียดนะครับ) แต่ในแง่การตลาด การประชาสัมพันธ์ การนำไปโปรโมท มันมีพลังและช่วยสร้างความแตกต่างตอนโฆษณาได้มาก


อย่าลืมว่าซัมซุงเป็นบริษัทมือถือที่ใช้เม็ดเงินโฆษณามหาศาล (จน HTC ต้องออกมาบลัฟ ดังนั้นเมื่อซัมซุงพัฒนาซอฟต์แวร์หรือฟีเจอร์ต้องคำนึงถึง "ตอนขาย" นอกเหนือจาก "ตอนใช้" ด้วย (ยุทธศาสตร์นี้ดีหรือไม่ขึ้นกับว่า "ตอนใช้" มันเวิร์คจริงหรือเปล่า เพียงแต่มันอธิบายว่าซัมซุงคิดถึง "ตอนขาย" ควบคู่ไปด้วย)
การตลาดและตำแหน่งของผลิตภัณฑ์


นับถึงวันนี้ปี 2013 แบรนด์ของ "ซัมซุง" ในโลกสมาร์ทโฟนติดลมบนไปเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ใครจะไม่ชอบเป็นการส่วนตัว แต่ซัมซุงก็มียอดขายที่เป็นเบอร์หนึ่งของโลกติดต่อกันมาหลายไตรมาสเป็นหลักฐานพิสูจน์ตัวเอง


ยุทธศาสตร์การออกสินค้าของซัมซุงเน้นตลาดทุกระดับชั้น ตั้งแต่บนสุดยันล่างสุด โดยมีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียวคือ "ยอดขาย" เป็นสำคัญ


ซัมซุงต้องการทำยอดขายให้เยอะที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ คำว่า "ยอดขายเยอะ" แปลว่าต้องขายตลาดแมส


การเปิดตัว Galaxy S4 ตอกย้ำทิศทางของซัมซุงว่าจะเน้นตลาดแมสต่อไป โดยวางตำแหน่งของผลิตภัณฑ์ให้เน้นฟีเจอร์ด้านไลฟ์สไตล์เป็นหลัก มาถึงวันนี้เราต้องยอมรับว่า Galaxy S4 (และซีรีส์ Galaxy S ในภายรวม) หลุดพ้นความเป็นมือถือ geek อย่างสมบูรณ์ กลายเป็นมือถือตลาดแมส (ที่ระดับราคาพรีเมียม) อย่างสมบูรณ์


กลุ่มผู้ใช้ระดับสูงที่เน้นนวัตกรรมไฮเทค อาจไม่สนใจฟีเจอร์ฝั่งซอฟต์แวร์ที่ S4 นำเสนอ แต่ด้วยแบรนด์และกลุ่มเป้าหมายทางการตลาด ผมยังคิดว่ากลุ่มผู้ใช้ที่ไม่สนใจเรื่องเทคนิคมากนัก ครอบครัว ผู้หญิง คนทำงาน (ตามที่นำเสนอในงานเปิดตัว) จะรู้สึกโดนใจกับฟีเจอร์ของ S4 เข้าสักอย่างจนได้


ในทางกลับกัน กลุ่มเป้าหมายที่ว่านี้ก็ไม่ได้สนใจกับความเร็วสัญญาณนาฬิกา จำนวนแรม หรือพิกเซลของกล้องเท่าไรนัก (แต่ถ้าสนใจบ้าง ซัมซุงก็ตอบโจทย์ได้ว่า "นี่ไง สเปกดีขึ้นกว่าเดิมทุกด้าน")


เมื่อซัมซุงให้ความสำคัญกับตลาดแมส (ที่มีจำนวนเยอะกว่าอย่างมีนัยสำคัญ) เป็นหลัก ผู้ใช้กลุ่ม geek หรือ power user อาจต้องมองหาตัวเลือกเป็นแบรนด์อื่นๆ แทน ฝั่งแอนดรอยด์ก็อาจเป็นโซนี่ แอลจี หรือไม่ก็ต้องมองไปถึง X Phone หรือ Nexus รุ่นถัดไปกันเลย


อย่างที่เขียนไปแล้วว่า S4 ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ตัวเดียว แต่ต้องมองให้ครบทั้งวัฏจักร ถ้ายังจำกันได้ ซัมซุงเคยอธิบายว่าเหตุผลหนึ่งที่ใช้พลาสติกเพราะผลิตง่าย การประกาศวางขาย S4 ใน 155 ประเทศภายในเวลาไม่นานนัก ถือเป็นความสำเร็จด้านการผลิต-การขายที่หาคนมาต่อกรได้ยาก (แอปเปิลยังมีปัญหาเรื่องสินค้า iPhone 5 ในช่วงแรกๆ และตัวเปรียบเทียบที่ดีที่สุดคือ Nexus 4 ที่เต็มไปด้วยปัญหาเรื่องการผลิตมากมาย)


โดยส่วนตัวผมก็ค่อนข้างผิดหวังกับ S4 ที่ไม่ว้าวเท่าที่คาด แต่ก็เชื่อว่ามันน่าจะขายดีมากๆ ด้วยเหตุผลเรื่องสเปกที่ดูดี แบรนด์อันทรงพลัง ฟีเจอร์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย การตลาดขั้นเทพ ปริมาณสินค้าเหลือเฟือ และช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุม ประสานและเชื่อมกันอย่างเต็มที่ ส่วนยอดขายจะ "เพิ่มเท่าตัว" จาก S III หรือไม่ (และถ้าไม่ถึงจะมองว่าเป็นความล้มเหลวหรือไม่) ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปยาวๆ





บุกอเมริกา



ประเด็นสุดท้ายที่ผมคิดว่าควรกล่าวถึงคือ การเลือกเปิดตัว S4 ที่อเมริกาเป็นครั้งแรก ซึ่งมีความสำคัญเชิงสัญลักษณ์ต่อสงครามมือถือระหว่างแอปเปิลกับซัมซุงเป็นอย่างมาก


ปัจจุบันนี้แอปเปิลเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนสัญชาติอเมริกันรายเดียวที่ยังแข็งแกร่ง (ส่วนโมโตโรลาต้องรอดูการกลับมากับ X Phone ต่อไป) ปัจจัยด้านอารยธรรมและความเป็นชาตินิยม ทำให้อเมริกายังเป็นฐานที่มั่นอันเข้มแข็งของแอปเปิลเสมอมา


ถึงแม้ซัมซุงจะชนะเบ็ดเสร็จในหลายๆ ประเทศ แต่ในอเมริกาก็ยังสู้แอปเปิลไม่ได้


ความสำคัญของอเมริกาคือเป็นตลาดอันดับหนึ่งในเชิงสัญลักษณ์ จุดกำเนิดสินค้าไฮเทคทั้งหมดเริ่มต้นที่นี่ ทิศทางของตลาดสมาร์ทโฟนถูกกำหนดโดยอเมริกา (ผู้ผลิตระบบปฏิบัติการสมาร์ทโฟน 3 รายใหญ่อยู่ในอเมริกาทั้งหมด)


ดังนั้นซัมซุงจึงต้องทำทุกทางที่จะโค่นแอปเปิลแล้วยึดอเมริกาให้จงได้ ที่ผ่านมาเราจึงเห็นโฆษณาของซัมซุงแซวคนต่อคิวหน้าร้านแอปเปิล ซึ่งเป็น "ภาพตัวแทนคนอเมริกัน" แบบหนึ่ง สิ่งที่ซัมซุงพยายามเสนอคือบอกคนอเมริกาว่า "ใช้ซัมซุงเจ๋งกว่า ใช้ซัมซุงเท่กว่า" ซึ่งก็ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง


ผมคุยกับเพื่อนคนไทยที่อยู่ในอเมริกาก็ได้ข้อมูลว่า คนเริ่มมองว่า "แอปเปิลน่าเบื่อ/ซัมซุงน่าสนใจ" มากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนคนขับรถตู้รับส่งระหว่างที่ผมมางานที่นิวยอร์ก (เป็นคนรัสเซียที่ย้ายมาอยู่อเมริกา) ก็เล่าว่าเขาใช้ iPhone มานาน 5 ปี เพิ่งเปลี่ยนมาเป็น S III และใช้ Google Maps ดูทางเวลาไปไหนมาไหน (แต่เขาก็ยอมรับว่าซัมซุงยังมีปัญหาบางจุดที่สู้แอปเปิลไม่ได้ในเรื่องประสบการณ์ใช้งาน)


การเลือกจัดงานเปิดตัว S4 ที่สหรัฐจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นส่วนหนึ่งของความตั้งใจที่จะบุกยึดอเมริกาให้ได้ ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องรอดูต่อไปอีกสักระยะหนึ่งเช่นกัน





บทสรุป Galaxy S4

  • ฮาร์ดแวร์เริ่มเดินช้าลง เน้นที่ซอฟต์แวร์กับบริการแทน 
  • มันเป็นมือถือตลาดแมสระดับพรีเมียม ดังนั้นกลุ่ม geek อาจต้องรอดู X Phone หรือ Nexus ตัวหน้า 
  • เช่นเดียวกับที่สรุปไว้ใน บทวิเคราะห์ iPhone 5 ถ้าคิดจะอยู่ค่ายซัมซุง การซื้อ Galaxy S4 ถือเป็นตัวเลือกเดียวระดับตลาดบน เลขรุ่นเริ่มไม่สำคัญแบบเดียวกับฝั่งแอปเปิล มันเป็นการอัพเกรดตามรอบปีของค่ายเดิม 
  • ซัมซุงต่างจากแอปเปิลที่ชูเรื่องนวัตกรรมเป็นหลัก เพราะซัมซุงยังมีเรื่องรุ่นของสินค้า ช่องทางจำหน่าย การตลาด ราคา ฯลฯ ให้พิจารณาร่วมอีกมาก